+123 456 4444

ศิลปะการพับกระดาษ พับง่ายแต่ด้วยประโยชน์ต่อเด็ก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยทำการพับกระดาษเป็นรูปทรงหรือรูปสัตว์ชนิดต่าง ๆ กันมาบ้าง การพับกระดาษเป็นการสร้างสรรค์ผลงานจากกระดาษแผ่นเล็กให้กลายมาเป็นรูปทรงตามจินตนาการของผู้ออกแบบ หลายคนคิดว่าการพับกระดาษแบบนี้เป็นเรื่องที่เสียเวลา ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จึงไม่ให้ความสนใจ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การพับกระดาษที่แบบง่ายนั้น ทรงไปด้วยประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก โดยเราจะเห็นว่ากิจกรรมสำหรับเด็กมักจะมีการพับกระดาษอยู่ด้วยเสมอ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า 1.ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อ             การพับกระดาษ เด็ก ๆ จะต้องใช้กล้ามเนื้อมือ นิ้วและแขนในการควบคุมเวลาทำการพับกระดาษให้เป็นไปตามรูปทรงที่กำหนด ซึ่งการทำเช่นนี้เด็ก ๆ จะได้ฝึกการใช้นิ้ว มือและแขนให้ได้ตามความต้องการ เพื่อให้สามารถพับกระดาษออกมาเป็นรูปทรงที่ต้องการได้ ดังนั้นช่วงเวลาที่เด็กเล่นพับกระดาษจึงเป็นการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อได้ดี เช่นเดียวกับการออกกำลังกายในคนโตนั่นเอง 2.ฝึกสมาธิ             ช่วงเวลาที่ทำการพับกระดาษ เด็ก ๆ จะมีการจดจ่อกับการพับ การมองรูปทรงและการทำตามขั้นตอนในการพับกระดาษให้เป็นรูปแบบ ซึ่งการจดจ่อนี้จะทำให้เด็กมีสมาธิในการมอง การดู การฟัง การปฏิบัติจากผู้สอนที่สอนวิธีการพับให้เด็กทราบ ทำให้เด็กมีสมาธิและความอดทนรอในการทำงานของตนเองได้มากขึ้น เมื่อมีสมาธิและความอดทนในการเล่น เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคม เด็ก ๆ จะมีความอดทนรอได้มากขึ้น 3.เสริมสร้างจินตนาการ             การพับกระดาษสี่เหลี่ยมให้กลายเป็นรูปทรงหรือรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น เต่า กระต่าย ปู หนู ผีเสื้อ เสือ […]

พ่อกับแม่คือผู้ใช้ศิลปะในการพัฒนาลูก

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนในยุคนี้ต่างก็รู้ดีว่าศิลปะสามารถช่วยพัฒนาลูกได้เป็นอย่างดี มีการศึกษาทฤษฏีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพัฒนาการของลูก แต่ว่าหลายครั้งที่พ่อแม่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้ศิลปะกับพัฒนากรของลูก โดยคิดว่าเมื่อมีอุปกรณ์หรือของเล่นให้กับลูกแล้ว ลูกจะสามารถสร้างพัฒนากรได้เอง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีได้จะต้องได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากพ่อแม่ด้วย เพราะลูกที่เกิดมาไม่มีความคิด ไม่มีความรู้ ไม่สามารถจินตนาการได้เองตั้งแต่เล็ก ดังนั้นหากต้องการใช้ศิลปะเพื่อพัฒนาลูก พ่อกับแม่จะต้องเป็นผู้สอน             หลานครั้งที่พ่อแม่ได้จัดเตรียมของเล่นหรือกิจกรรมศิลปะที่ช่วยเสริมพัฒนาการทั้งด้านสมองและร่างกายไว้ให้กับลูกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้ลงไปเล่นกับลูก เฝ้าดูลูกอยู่ห่าง ๆ เพื่อให้ลูกได้ใช้สมองในการคิดและเล่นด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการทำเช่นนั้นไม่ได้เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความสามารถ แต่กลับเป็นการทำร้ายลูกไม่ได้รู้จักคิดอีกด้วย เพราะเด็กเป็นวัยที่ไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นหากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่มีความเร้าใจหรือกระตุ้นให้มีความสนใจได้ เขาย่อมที่จะไม่เข้าไปทำกิจกรรมนั้น             ดังนั้นเมื่อพ่อแม่ต้องการให้ลูกเล่นหรือทำงานศิลปะเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของลูกแล้ว พ่อแม่จะต้องลงมือทำกิจกรรมดังกล่าวกับลูกด้วยทุกครั้ง ลงมือทำพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีความสนใจในกิจกรรมนั้นมากขึ้น และในระหว่างที่ทำกิจกรรมก็สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำเข้าไป เช่น การบอกสี การบอกลักษณะของวัตถุ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของสมอง และให้ลูกลงมือหยิบจับสิ่งของตัวตนเอง เช่น การหยิบของต่อกัน การบีบหรือดึง เป็นต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อ บางอย่างลูกอาจจะทำไม่เป็น พ่อกับแม่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างและพูดกระตุ้นให้ลูกทำ เมื่อลูกทำสำเร็จก็ให้คำชม ด้วยการปรบมือ การหอมแก้ม การกอดเป็นของรางวัลจะทำให้ลูกรู้สึกมีความสุขและพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่ดี             จะเห็นว่าตัวแปรสำคัญที่ทำให้ลูกมีพัฒนาจากการใช้ศิลปะเข้ามาช่วยนั้น คือ พ่อแม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการลงมือทำร่วมกับลูกนั่นเอง ดังนั้นทุกครั้งที่ทำกิจกรรมหรือเล่นของเล่น พ่อกับแม่ควรเข้ามาร่วมวงด้วยทุกครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยสร้างพัฒนาการที่ดีให้ลูกแล้ว ยังเป็นการสร้างความรักความผูกพันในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น